September 25, 2026

AWS ดึงพนักงานกลับมาเสริมทีม AI หลังถูกเลิกจ้าง

หลัง Amazon เลิกจ้างพนักงานไปแล้วมากกว่า 30,000 ตำแหน่งในปี 2026 แต่ล่าสุดกลับเริ่มติดต่ออดีตพนักงานบางส่วนให้กลับมาสมัครงานอีกครั้ง โดยเน้นตำแหน่งด้าน AI, Machine Learning และ Cloud Computing

การติดต่อครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Amazon กำลังเร่งขยายทีม AI เพื่อแข่งขันแย่งบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทั้ง Google, OpenAI, Meta และ Anthropic โดยทีม Recruiter ภายในหน่วยงานที่ดูแล AI Agents ของ Amazon เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ผลักดันการดึงอดีตพนักงานกลับเข้าบริษัท

รายงานระบุว่า โครงการภายในถูกเรียกว่า “Swami’s Boomerang Reengagement Initiative” ตามชื่อ Swami Sivasubramanian รองประธานของ AWS ซึ่งดูแลหน่วยงานดังกล่าว โดย Recruiter ติดต่ออดีตพนักงานและเสนอขั้นตอนสัมภาษณ์แบบเร่งด่วน เพื่อให้บริษัทสามารถตัดสินใจรับคนกลับเข้าทำงานได้เร็วขึ้น

นอกจากการเสนอตำแหน่งใหม่แล้ว Recruiter ยังสอบถามอดีตพนักงานเกี่ยวกับเหตุผลที่เคยลาออก โดยเฉพาะว่านโยบายให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศ หรือ Return-to-Office มีผลต่อการตัดสินใจหรือไม่ รวมถึงต้องการทราบความต้องการเกี่ยวกับการทำงานจากระยะไกล

AWS Finance ซึ่งเป็นฝ่ายการเงินของ AWS ก็มีการติดต่ออดีตพนักงานที่ออกจากบริษัทไปโดยไม่มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน พร้อมเสนอขั้นตอนสัมภาษณ์แบบเร่งด่วน และสอบถามความต้องการเกี่ยวกับการทำงานจากบ้านและการกลับเข้าออฟฟิศ

อย่างไรก็ตาม Haley Silva โฆษกของ Amazon ระบุว่า การรับอดีตพนักงานกลับเข้าบริษัท หรือ “Boomerang Hiring” เป็นแนวทางที่ Amazon ใช้มานานแล้ว ไม่ใช่โครงการที่เพิ่งสร้างขึ้นเพื่อรองรับตำแหน่ง AI หรือ Cloud โดยเฉพาะ

Amazon ยังยืนยันว่าพนักงานที่ถูกเลิกจ้างยังมีสิทธิ์สมัครกลับเข้าทำงานได้ และการรับคนกลับครั้งนี้เป็นผลจากความต้องการบุคลากรของธุรกิจในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเปลี่ยนนโยบาย Return-to-Office ซึ่งยังคงเหมือนเดิม

AI ลดคน แต่สุดท้ายอาจต้องดึงคนกลับ

กรณีของ Amazon เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามที่เพิ่มขึ้นว่า บริษัทต่าง ๆ กำลังลดจำนวนพนักงานเร็วเกินไปหรือไม่ หลังหันมาใช้ AI แทนแรงงานมนุษย์จำนวนมาก

แนวคิดที่ถูกพูดถึงคือ “60/40 Gap” ซึ่งอธิบายว่า AI สามารถจัดการงานซ้ำ ๆ ได้จำนวนมาก แต่ส่วนที่เหลืออาจเป็นงานที่ต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์ การตรวจสอบคุณภาพ และการดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งยังทำได้ยากหากปล่อยให้ AI ทำงานโดยไม่มีคนคอยกำกับ

นอกจากนี้ ต้นทุนของ AI ก็อาจไม่ได้ต่ำอย่างที่บริษัทคาดไว้ เพราะนอกจากค่าจ้างพนักงานที่ลดลงแล้ว ยังมีค่าใช้บริการโมเดล AI, Cloud Computing และ API ที่ต้องจ่ายต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าบางบริษัทต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการประมวลผลและ API สูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน

กรณีลักษณะเดียวกันยังเกิดขึ้นกับบริษัทอื่น เช่น Klarna ที่มีรายงานว่า Chatbot ฝ่ายบริการลูกค้าประสบปัญหาเมื่อต้องรับมือกับข้อพิพาททางการเงินที่ซับซ้อน ขณะที่ระบบสั่งอาหารอัตโนมัติของ McDonald’s ก็เคยถูกพบว่าสั่งสินค้าเพิ่มเติมโดยไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า

Ford เองมีรายงานว่าได้เรียกวิศวกรที่มีประสบการณ์กลับมาประมาณ 350 คน หลังระบบออกแบบอัตโนมัติให้ผลลัพธ์ที่มีข้อผิดพลาดและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบ

บทบาทงานใหม่อย่าง “AI Operations”, “Human-in-the-Loop” และ “Prompt Engineering” จึงเริ่มเข้ามาแทนที่งานบางประเภท โดยต้องใช้ทักษะด้านข้อมูล การเขียนคำสั่ง AI และการตรวจสอบผลลัพธ์จากระบบ ซึ่งในบางกรณีมีรายงานว่าพนักงานที่กลับเข้ามาทำงานใหม่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าเดิม 20–35%

ที่มา