OpenAI เผยโฉม “Astra” ว่าที่ AI รุ่นใหญ่ตัวใหม่ โชว์แก้โจทย์คณิตศาสตร์ค้างคามานาน
OpenAI เปิดเผยรายละเอียดของ Astra โมเดล AI รุ่นใหม่ที่บริษัทยกให้เป็น “โมเดลหลักรุ่นถัดไป” หลังเวอร์ชันภายในสามารถสร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์เชิงทฤษฎีได้ถึง 10 ปัญหา ซึ่งหลายโจทย์ไม่มีความคืบหน้าในประเด็นหลักมานานกว่า 10 ปี และบางโจทย์ค้างคามานานหลายสิบปี
การประกาศครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า OpenAI กำลังผลักดัน AI จากเครื่องมือสำหรับสนทนาและเขียนโค้ด ไปสู่การเป็นผู้ช่วยวิจัยที่สามารถแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับแนวหน้าของโลกได้
AI ร่วมคิดกับนักวิจัย ก่อนพิสูจน์คำตอบด้วยระบบตรวจสอบทางคณิตศาสตร์
OpenAI ระบุว่า Astra ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการงานที่มีความซับซ้อนและใช้เวลานาน โดยเฉพาะงานวิจัยที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์หลายขั้นตอน พร้อมทั้งสามารถแบ่งงานให้ AI Agent หลายตัวทำงานร่วมกันในส่วนต่าง ๆ ของโจทย์เดียวกัน ก่อนนำผลมารวมเป็นคำตอบ
การทดลองภายในครอบคลุมหลายสาขา เช่น เรขาคณิตหลายมิติ (High-dimensional Geometry), ทฤษฎีการเข้ารหัส (Coding Theory), ความซับซ้อนของวงจรคำนวณ (Arithmetic Circuit Complexity), ทฤษฎีกลุ่ม (Group Theory), ความซับซ้อนของการคำนวณเชิงควอนตัม (Quantum Complexity), การเข้ารหัสแบบแลตทิซ (Lattice Cryptography) และคณิตศาสตร์เชิงจัดวาง (Extremal Combinatorics)
OpenAI ระบุว่า Astra สามารถสร้างผลลัพธ์ใหม่ในหลายประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบเกี่ยวกับ Non-sofic Groups การหักล้างสมมติฐาน Connes’s Rigidity Conjecture การสร้างขอบเขตใหม่ของปัญหาการจัดเรียงทรงกลมในหลายมิติ (Sphere Packing) รวมถึงช่วยไขปัญหาหลายข้อที่เคยถูกตั้งไว้โดยนักคณิตศาสตร์ชื่อดัง Paul Erdős
หลังจาก AI สร้างแนวทางพิสูจน์แล้ว นักวิจัยของ OpenAI นำผลลัพธ์มาเรียบเรียงเป็นต้นฉบับงานวิจัย ก่อนให้ Astra แปลงกระบวนการพิสูจน์ทั้งหมดเป็น Lean Certificate ซึ่งเป็นรูปแบบมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบความถูกต้องด้วยระบบพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ Lean ช่วยลดความเสี่ยงของข้อผิดพลาดในการพิสูจน์เชิงตรรกะ
อาจเปิดตัวในชื่อ GPT-5.7 หรือ GPT-6
รายงานจาก OpenAI ระบุว่า บริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเปิดตัว Astra ภายใต้ชื่อ GPT-5.7, GPT-6 หรือใช้ชื่อใหม่แยกออกมาเป็นอีกตระกูลโมเดล ข้อมูลยังสอดคล้องกับรายงานของ The Information ที่ระบุว่า OpenAI กำลังพัฒนาโมเดลรุ่นใหม่สำหรับงานที่ต้องใช้เวลาประมวลผลต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งแตกต่างจากโมเดลสนทนาทั่วไปที่เน้นการตอบกลับอย่างรวดเร็ว
OpenAI ยังเปิดเผยว่า ปริมาณการประมวลผลที่ใช้ในการค้นพบคำตอบของโจทย์ทั้ง 10 ข้อ หากคิดตามอัตราค่าบริการของ Sol API จะมีต้นทุนรวมเพียงประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับคุณค่าของงานวิจัยที่ได้
แม้ OpenAI จะยังไม่ประกาศกำหนดการเปิดตัว Astra อย่างเป็นทางการ แต่หลายฝ่ายมองว่าโมเดลนี้อาจเป็นก้าวสำคัญของบริษัท และอาจมีการแบ่งระดับการใช้งานคล้ายกับแนวทางของ Anthropic ที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงเฉพาะเวอร์ชันมาตรฐาน ขณะที่รุ่นที่มีความสามารถสูงกว่าจะเปิดให้ใช้งานเฉพาะองค์กรหรือผู้ใช้ที่ผ่านการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ
หาก Astra เปิดตัวตามแผน ก็อาจเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า โมเดล AI กำลังก้าวจากการช่วยสร้างเนื้อหาและเขียนโปรแกรม ไปสู่การมีบทบาทในการผลักดันงานวิจัยพื้นฐานและการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ในระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

