July 22, 2026

Samsung, SK hynix และ Micron ถูกฟ้องรวมหัวลดการผลิต ทำราคา DRAM พุ่ง

ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลกอย่าง Samsung, SK hynix และ Micron กำลังเผชิญคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ในสหรัฐอเมริกา หลังถูกกล่าวหาว่าร่วมกันจำกัดกำลังการผลิตหน่วยความจำ DRAM เพื่อผลักดันราคาให้สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เติบโตอย่างรวดเร็ว

คดีดังกล่าวถูกยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นตัวแทนของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ซื้อผลิตภัณฑ์ซึ่งใช้หน่วยความจำ DRAM มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ข้อกล่าวหาทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดี และยังไม่มีคำตัดสินหรือข้อสรุปจากศาลว่าบริษัททั้งสามกระทำผิดจริง

ถูกกล่าวหาหันผลิต HBM เพื่อ AI จน DRAM ทั่วไปขาดตลาด

คำฟ้องระบุว่า Samsung, SK hynix และ Micron ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาด DRAM ของโลกเป็นสัดส่วนสูง ได้ปรับกำลังการผลิตไปเน้น HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในชิป AI สำหรับการฝึกและประมวลผลโมเดลขนาดใหญ่

ฝ่ายผู้ฟ้องอ้างว่า การเปลี่ยนกำลังการผลิตดังกล่าวส่งผลให้การผลิตหน่วยความจำทั่วไป เช่น DDR3 และ DDR4 ลดลงกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ปริมาณสินค้าในตลาดตึงตัว และผลักดันราคา DRAM ให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในคำฟ้องระบุว่า ราคา DRAM เพิ่มขึ้นเกือบ 700% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมเรียกสถานการณ์นี้ว่า “RAMpocalypse” ซึ่งเป็นการเล่นคำระหว่าง “RAM” กับ “Apocalypse” เพื่อสื่อถึงวิกฤตราคาแรมที่รุนแรง

ผู้ฟ้องยังยกตัวอย่างการปรับขึ้นราคาของผลิตภัณฑ์บางรุ่นของ Apple ว่าเป็นผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้น

ย้อนประวัติคดีฮั้วราคาในอดีต

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในคำฟ้อง คือประวัติการดำเนินคดีเกี่ยวกับการกำหนดราคา DRAM ในช่วงต้นทศวรรษ 2000

ในเวลานั้น Samsung และ SK hynix เคยรับสารภาพในคดีอาญาที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เป็นผู้ดำเนินคดี ส่งผลให้ทั้งสองบริษัทถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก และผู้บริหารหลายรายได้รับโทษจำคุก

ฝ่ายผู้ฟ้องมองว่าประวัติดังกล่าวอาจสะท้อนรูปแบบพฤติกรรมที่เคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรม แม้เหตุการณ์ในอดีตจะไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ามีการกระทำผิดในคดีปัจจุบันก็ตาม

ราคา DRAM ยังมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง

คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาด DRAM กำลังเผชิญภาวะราคาปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการชิปสำหรับ AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

ผู้ผลิตหน่วยความจำหลายรายเคยส่งสัญญาณว่าราคา DRAM ที่สูงอาจกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของอุตสาหกรรม ขณะที่นักวิเคราะห์ตลาดคาดว่าราคาจะยังปรับขึ้นต่อในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และอาจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027

นั่นทำให้ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าบริษัททั้งสามจะมีความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ แต่ยังรวมถึงคำถามว่า ตลาด DRAM จะกลับเข้าสู่ภาวะราคาที่สมเหตุสมผลได้เมื่อใด

ขณะนี้กระบวนการพิจารณาคดียังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยศาลจะต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องมีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วราคาหรือไม่ รวมถึงจะอนุญาตให้ดำเนินคดีในรูปแบบ Class Action ต่อไปหรือเปล่า

แม้ผลของคดียังต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดหน่วยความจำกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากความต้องการชิป AI ที่เพิ่มขึ้น และประเด็นการแข่งขันทางการค้าที่อาจส่งผลต่อราคาสินค้าเทคโนโลยีในวงกว้าง ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลในอนาคต

ที่มา