นิวยอร์กเบรกสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ขนาดใหญ่ เปิดทางประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
รัฐนิวยอร์กเตรียมระงับการก่อสร้าง ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI ขนาดใหญ่ เป็นเวลา 1 ปี เพื่อเปิดทางให้ภาครัฐประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจากโครงการเหล่านี้ ก่อนอนุญาตให้มีการขยายเพิ่มเติม
แม้มาตรการดังกล่าวถูกผลักดันโดย ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เคธี โฮคัล (Kathy Hochul) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนา AI มาโดยตลอด แต่กลับสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และทำให้ประชาชนมีความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย
หยุดดาต้าเซ็นเตอร์ AI ขนาดใหญ่ เพื่อประเมินผลกระทบ
กฎหมายฉบับนี้มีกำหนดลงนามในวันอังคาร และจะมีผลบังคับใช้ทันที หากผ่านความเห็นชอบ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscaler) ที่ต้องใช้กำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 50 เมกะวัตต์ขึ้นไป ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่รองรับบริการ AI และคลาวด์ในระดับมหาศาล
โฮคัลระบุว่า แม้เธอจะสนับสนุนการพัฒนา AI แต่การเติบโตของเทคโนโลยีไม่ควรเกิดขึ้นโดยแลกกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในรัฐนิวยอร์ก เธอโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI กำลังกำหนดอนาคตของเรา แต่ไม่มีใครควรสร้างอนาคตนั้นด้วยการให้ชาวนิวยอร์กต้องเป็นผู้เสียสละ”
กังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
เป้าหมายของกฎหมายฉบับนี้คือการเปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐศึกษาผลกระทบของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อชุมชน ก่อนอนุมัติโครงการใหม่
รายงานระบุว่า คำสั่งดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ของภาคส่วนสำคัญ เช่น สถาบันการเงิน โรงพยาบาล หรือมหาวิทยาลัย เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพาศูนย์ข้อมูล AI ขนาดมหึมาแบบเดียวกับผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในสหรัฐฯ เริ่มเผชิญปัญหาจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น บางชุมชนในรัฐวิสคอนซินได้รับผลกระทบจากมลพิษทางเสียงของระบบทำความเย็น ขณะที่บางพื้นที่ในรัฐไวโอมิงเคยมีรายงานการปนเปื้อนของแบคทีเรียอันตรายในแหล่งน้ำเสียที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์
ชาวนิวยอร์กเห็นต่าง หวั่นกระทบเศรษฐกิจและการลงทุน
แม้ฝ่ายสนับสนุนมองว่าการชะลอโครงการจะช่วยให้รัฐมีเวลาวางกรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสมและลดผลกระทบต่อชุมชน แต่ในโลกออนไลน์กลับมีเสียงคัดค้านจำนวนไม่น้อย
ผู้วิจารณ์บางส่วนมองว่า การหยุดก่อสร้างเป็นเวลา 1 ปี อาจทำให้นิวยอร์กสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนด้าน AI และคลาวด์ ขณะที่รัฐอื่นของสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

