ช่องโหว่ร้ายแรง ในมือถือเรือธง Samsung, Xiaomi, OPPO และ OnePlus เปิดทางแฮกเกอร์คุมเครื่อง
นักวิจัยด้านความปลอดภัยเปิดเผยช่องโหว่ร้ายแรงในซอฟต์แวร์ที่ผู้ผลิตสมาร์ตโฟน Android เพิ่มเข้ามาเอง ซึ่งเปิดทางให้ แอปที่ไม่ได้รับสิทธิ์ใด ๆ สามารถยกระดับสิทธิ์จนเข้าถึง Root และควบคุมเครื่องได้แทบทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยช่องโหว่ของ Android โดยตรง
การโจมตีที่นักวิจัยตั้งชื่อว่า “OEMpocalypse Now” ถูกสาธิตบนสมาร์ตโฟนเรือธงหลายรุ่นที่ยังติดตั้งอัปเดตความปลอดภัยล่าสุดแล้ว ทั้ง Samsung Galaxy S26 Ultra, Xiaomi 17, OPPO Find X9 Ultra และ OnePlus Ace 6 Ultra รวมถึงอุปกรณ์อีกหลายรุ่นของ Samsung, Xiaomi, OPPO, OnePlus และ Realme
Lukas Maar นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Calif ระบุว่า จุดอ่อนสำคัญไม่ได้อยู่ที่ Android โดยตรง แต่เกิดจากซอฟต์แวร์และไดรเวอร์ที่ผู้ผลิตแต่ละรายพัฒนาขึ้นมาเพิ่มเติมบน Android เช่น Samsung One UI, Xiaomi HyperOS และ OPPO ColorOS ซึ่งบางส่วนมีสิทธิ์เข้าถึงระบบในระดับลึก
ที่น่ากังวลคือ การโจมตีสามารถเริ่มต้นจากแอปทั่วไปที่ไม่มี Permission ใด ๆ แล้วไต่ระดับสิทธิ์จนได้ Root ซึ่งเป็นสิทธิ์สูงสุดของระบบ
จากแอปธรรมดาสู่ Root ได้
โดยปกติแอป Android จะทำงานอยู่ใน Sandbox ที่เรียกว่า untrusted_app ทำให้ไม่สามารถเข้าถึง Kernel Driver หรือทรัพยากรระดับระบบได้โดยตรง แต่ซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตเปิดช่องทางเพิ่มเติมสำหรับให้แอปและบริการต่าง ๆ ติดต่อสื่อสารกับระบบผ่านกลไก Inter-Process Communication (IPC)
Maar พบว่าหากส่วนประกอบของผู้ผลิตมีข้อผิดพลาด เช่น ไม่มีการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้เรียกใช้, เปิด Component ให้เข้าถึงจากภายนอกโดยไม่ควร หรือไม่ตรวจสอบเส้นทางไฟล์อย่างถูกต้อง ก็อาจทำให้แอปธรรมดาหลุดออกจาก Sandbox และเข้าไปทำงานใน Process ที่มีสิทธิ์สูงกว่าได้
จากนั้นการโจมตีในขั้นที่สองจะมุ่งเป้าไปยังช่องโหว่ประเภท Use-After-Free ใน Kernel Driver ที่ผู้ผลิตพัฒนาขึ้นเอง
ช่องโหว่ลักษณะนี้เกิดขึ้นเมื่อระบบยังคงอ้างอิงพื้นที่หน่วยความจำที่ Kernel ปล่อยคืนไปแล้ว ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ Reference เดิมเพื่อเข้าถึงหรือแก้ไขข้อมูลใน Kernel ได้ หากโจมตีสำเร็จ ก็สามารถยกระดับสิทธิ์จนได้ Root
นักวิจัยระบุว่า เขานำแนวทางดังกล่าวไปสร้าง Exploit Chain แยกสำหรับผู้ผลิตรายใหญ่ และพบช่องโหว่หลายรายการระหว่างการวิจัย โดยการโจมตีไม่ได้ผูกติดกับ Android เวอร์ชันใดเวอร์ชันหนึ่ง ชิปเซ็ต Kernel หรือแม้แต่รุ่นสมาร์ตโฟนโดยเฉพาะ เนื่องจากอุปกรณ์หลายรุ่นใช้ซอฟต์แวร์และไดรเวอร์เพิ่มเติมในลักษณะเดียวกัน
Root คืออะไร และทำไมถึงอันตรายกับผู้ใช้
เมื่อผู้โจมตีได้ Root แล้ว จะสามารถควบคุมอุปกรณ์ได้ในระดับที่สูงกว่าการโจมตีแอปทั่วไป ทั้งเข้าถึงข้อมูล ข้ามระบบ Permission ของ Android และแก้ไขการตั้งค่าระดับระบบที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้
ในกรณีร้ายแรง การควบคุมระดับนี้อาจถูกนำไปใช้เพื่อทำลายหรือสร้างความเสียหายต่อการทำงานของฮาร์ดแวร์ได้ด้วย
การวิจัยครั้งนี้ครอบคลุม Samsung Galaxy ตั้งแต่ตระกูล Galaxy S23 ไปจนถึง S26 รวมถึง Galaxy Z รุ่นใหม่ และสมาร์ตโฟนของ Xiaomi ตั้งแต่ระดับกลางถึงเรือธง ตลอดจนรุ่นเรือธงใหม่ของ OPPO, OnePlus และ Realme
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ได้เปิดเผยโค้ด Proof-of-Concept (PoC) สำหรับการโจมตีต่อสาธารณะ โดยเผยแพร่หลักฐานเป็นวิดีโอการสาธิตแทน และเตรียมลงรายละเอียดของ Exploit Chain สำหรับผู้ผลิตแต่ละรายเพิ่มเติม
สำหรับสมาร์ตโฟน Google Pixel ที่ใช้ Android แบบใกล้เคียงต้นฉบับ (Stock Android) นักวิจัยระบุว่าไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากการโจมตีครั้งนี้อาศัยซอฟต์แวร์และไดรเวอร์ที่ผู้ผลิตเพิ่มเข้ามา หากจะโจมตี Pixel จำเป็นต้องอาศัยช่องโหว่ใน Linux Kernel ที่มีลักษณะทั่วไปมากกว่า
ประเด็นที่น่ากังวลคือช่องโหว่ Use-After-Free ใน Kernel Driver เป็นช่องโหว่ที่แก้ไขได้ยากเมื่อถูกนำไปใช้ในระดับ Kernel การป้องกันจำเป็นต้องตรวจสอบไดรเวอร์ที่นำพื้นที่หน่วยความจำของ Kernel ไปใช้งานใน Userspace หรือพื้นที่ของอุปกรณ์ และต้องมั่นใจว่าการเชื่อมโยงดังกล่าวถูกยกเลิกทั้งหมดก่อนที่ระบบจะคืนพื้นที่หน่วยความจำนั้นกลับไปใช้งาน

