Check Point ออกแพตช์อุดช่องโหว่ Zero-Day บน SmartConsole หลังถูกใช้โจมตีจริง
Check Point Software ออกอัปเดตความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero-Day บน SmartConsole เครื่องมือสำหรับบริหารจัดการระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กร หลังพบว่าช่องโหว่ดังกล่าวถูกผู้โจมตีนำไปใช้แล้วในสถานการณ์จริง แม้จะกระทบลูกค้าเพียงไม่กี่ราย แต่สามารถเปิดทางให้ผู้โจมตียึดสิทธิ์ผู้ดูแลระบบและเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความปลอดภัยขององค์กรได้
ช่องโหว่นี้ถูกติดตามในรหัส CVE-2026-16232 และมีความรุนแรงในระดับสูง เนื่องจากผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนยืนยันตัวตนก็สามารถขอรับ Application Login Token ซึ่งเป็นโทเค็นที่ใช้ยืนยันตัวตนกับระบบในสิทธิ์ของผู้ดูแล (Administrator) ได้
เปิดทางยึดสิทธิ์แอดมิน
Check Point ระบุว่า ช่องโหว่นี้ส่งผลต่อ Security Management Server และ Multi-Domain Security Management Server (MDS) หากผู้โจมตีเข้าถึงระบบได้สำเร็จ ก็สามารถแก้ไขการตั้งค่าด้านความปลอดภัย เปลี่ยนนโยบายไฟร์วอลล์ หรือปรับแต่งค่าคอนฟิกที่สำคัญของระบบได้ อย่างไรก็ตาม การโจมตีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเซิร์ฟเวอร์บริหารจัดการถูกเปิดให้เข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ต และองค์กรไม่ได้จำกัดการเชื่อมต่อของ Trusted Clients หรือเครื่องที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งาน SmartConsole ไว้เฉพาะ IP Address หรือเครือข่ายที่เชื่อถือได้
Check Point ยืนยันว่ารับทราบการโจมตีที่อาศัยช่องโหว่นี้แล้ว และพบว่ามีลูกค้าจำนวนไม่มากที่ได้รับผลกระทบ
แนะนำอัปเดตทันที พร้อมตรวจสอบ Log หากสงสัยถูกโจมตี
บริษัทแนะนำให้ผู้ดูแลระบบอัปเกรดเป็นเวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด หากยังไม่สามารถอัปเดตได้ ควรดำเนินการตามแนวทาง Hardening Best Practices ของ Check Point โดยจำกัด Trusted Clients ให้เหลือเฉพาะ IP Address หรือ Subnet ที่จำเป็น และปิดกั้นการเข้าถึงระบบบริหารจัดการจาก IP ที่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งหมด
นอกจากนี้ ผู้ดูแลระบบยังสามารถตรวจสอบร่องรอยการถูกโจมตีได้จาก Audit Logs ภายใน SmartConsole โดยค้นหาข้อความ “Authentication method: application token” หลังจากกรองข้อมูลด้วยชุด IP Address ที่ Check Point เปิดเผยไว้ในประกาศด้านความปลอดภัย

CISA สั่งหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐเร่งอุดช่องโหว่
ด้าน Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ของสหรัฐฯ ได้เพิ่ม CVE-2026-16232 เข้าไปในรายการ Known Exploited Vulnerabilities (KEV) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลช่องโหว่ที่ยืนยันแล้วว่ากำลังถูกใช้โจมตีจริง พร้อมกันนี้ CISA ยังสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบเร่งติดตั้งแพตช์ภายในวันที่ 25 กรกฎาคม ตามข้อกำหนด Binding Operational Directive (BOD) 26-04 โดยระบุว่าช่องโหว่ประเภทการข้ามกระบวนการยืนยันตัวตน (Authentication Bypass) เป็นหนึ่งในช่องทางที่ผู้โจมตีนิยมใช้ และสร้างความเสี่ยงอย่างมากต่อระบบขององค์กร
แม้คำสั่งดังกล่าวจะมีผลเฉพาะหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ CISA แนะนำให้องค์กรทุกแห่งเร่งอัปเดตแพตช์เพื่อป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ Check Point ก็เผชิญปัญหาช่องโหว่ลักษณะใกล้เคียงกันมาแล้วหลายครั้ง โดยเมื่อเดือนมิถุนายน CISA เพิ่งออกคำเตือนให้เร่งอุดช่องโหว่ CVE-2026-50751 ที่กระทบ Check Point Remote Access VPN และ Mobile Access หลังถูกกลุ่มแรนซัมแวร์ Qilin นำไปใช้ในการโจมตีแบบ Zero-Day ส่วนในปี 2024 ช่องโหว่ CVE-2024-24919 บน Quantum Security Gateways ก็เคยถูกกลุ่มแรนซัมแวร์ใช้เป็นช่องทางบุกรุกระบบขององค์กรมาแล้วเช่นกัน

