Microsoft เปิดตัว MDASH: AI นักล่าช่องโหว่ พบจุดอ่อน Windows ถึง 16 รายการ
Microsoft เปิดตัวระบบปัญญาประดิษฐ์ใหม่ชื่อ MDASH ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ความปลอดภัยในซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่แบบอัตโนมัติ โดยบริษัทระบุว่า ขณะนี้ระบบดังกล่าวกำลังอยู่ในช่วงทดสอบกับลูกค้าบางรายในรูปแบบ Private Preview
MDASH ย่อมาจาก Multi-Model Agentic Scanning Harness เป็นระบบ AI แบบ “ไม่ยึดติดกับโมเดลใดโมเดลหนึ่ง” และใช้ AI Agent เฉพาะทางจำนวนมาก ทำงานร่วมกันเพื่อค้นหา ตรวจสอบ และพิสูจน์ช่องโหว่ที่สามารถถูกโจมตีได้จริงในโค้ดขนาดใหญ่ เช่น ระบบปฏิบัติการ Windows
Microsoft อธิบายว่า แตกต่างจากแนวทาง AI แบบเดิมที่ใช้โมเดลเดียว MDASH ใช้ AI Agent เฉพาะทางมากกว่า 100 ตัว ทำงานร่วมกับทั้งโมเดลระดับสูงและโมเดลขนาดเล็ก เพื่อช่วยกัน “ค้นหา ถกเถียง และพิสูจน์” ช่องโหว่ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
ระบบจะเริ่มจากการวิเคราะห์ซอร์สโค้ดเพื่อสร้าง Threat Model และมองหาพื้นผิวการโจมตี จากนั้น AI กลุ่มแรกที่เรียกว่า “Auditor” จะทำหน้าที่สแกนเส้นทางโค้ดที่น่าสงสัยเพื่อค้นหาความผิดปกติ
หลังจากนั้น AI อีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า “Debater” จะเข้ามาตรวจสอบและโต้แย้งผลลัพธ์ที่พบ เพื่อช่วยลด False Positive หรือการแจ้งเตือนผิดพลาด ก่อนจะจัดกลุ่มผลลัพธ์ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน และส่งต่อให้ระบบพิสูจน์ว่าช่องโหว่นั้นสามารถถูกโจมตีได้จริงหรือไม่

Microsoft ระบุว่า ความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างโมเดล AI ถือเป็น “สัญญาณสำคัญ” เพราะหาก AI ฝั่ง Auditor พบจุดน่าสงสัย แต่ AI ฝั่ง Debater ไม่สามารถหักล้างได้ ความน่าเชื่อถือของช่องโหว่นั้นจะเพิ่มขึ้นทันที
นอกจากนี้ AI แต่ละชุดยังถูกออกแบบให้มีหน้าที่เฉพาะ มีวิธีคิด เครื่องมือ และเงื่อนไขการทำงานแตกต่างกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาช่องโหว่ที่ซับซ้อน
เบื้องหลังของระบบนี้ ยังอาศัยการเรียนรู้จากช่องโหว่ CVE และแพตช์แก้ไขในอดีต ทำให้สามารถสร้าง AI Agent ที่เชี่ยวชาญกับรูปแบบช่องโหว่แต่ละประเภทโดยเฉพาะ อีกทั้งยังรองรับการเปลี่ยนผ่านไปยัง AI โมเดลรุ่นใหม่ในอนาคตได้ง่ายขึ้น
Microsoft เปิดเผยว่า MDASH ถูกนำมาใช้งานจริงแล้ว และสามารถค้นพบช่องโหว่ได้ถึง 16 รายการ ที่ถูกแก้ไขไปใน Patch Tuesday ประจำเดือนพฤษภาคม
ช่องโหว่ที่ตรวจพบครอบคลุมทั้งระบบเครือข่ายและระบบยืนยันตัวตนของ Windows โดยมี 2 ช่องโหว่สำคัญที่อาจนำไปสู่การ Remote Code Execution หรือการรันโค้ดจากระยะไกลได้
ช่องโหว่แรกคือ CVE-2026-33824 ซึ่งเป็นปัญหา Double-Free ในไฟล์ “ikeext.dll” โดยผู้โจมตีสามารถส่งแพ็กเก็ตพิเศษไปยังเครื่อง Windows ที่เปิดใช้งาน Internet Key Exchange (IKE) เวอร์ชัน 2 เพื่อรันโค้ดจากระยะไกลได้ แม้ไม่มีการยืนยันตัวตนก็ตาม
อีกช่องโหว่คือ CVE-2026-33827 ซึ่งเป็นปัญหา Race Condition ในระบบ Windows TCP/IP หรือ “tcpip.sys” ที่เปิดช่องให้ผู้โจมตีส่งแพ็กเก็ต IPv6 แบบพิเศษไปยังเครื่อง Windows ที่เปิดใช้งาน IPSec และนำไปสู่การโจมตีแบบ Remote Code Execution ได้เช่นกัน
การเปิดตัว MDASH ยังเกิดขึ้นหลังจากที่ Anthropic เปิดตัว Project Glasswing และ OpenAI เปิดตัว Daybreak ซึ่งต่างก็เป็นโครงการด้าน Cybersecurity ที่ใช้ AI เพื่อเร่งค้นหา ตรวจสอบ และแก้ไขช่องโหว่ก่อนที่แฮกเกอร์จะค้นพบ
Microsoft มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดว่า AI สำหรับค้นหาช่องโหว่ ไม่ได้เป็นเพียงงานวิจัยอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นระบบป้องกันระดับองค์กรที่ใช้งานได้จริง และข้อได้เปรียบสำคัญในอนาคต จะไม่ได้อยู่ที่ AI โมเดลใดโมเดลหนึ่ง แต่อยู่ที่ “ระบบ AI Agent” ที่ทำงานร่วมกันเป็นทีมมากกว่า

