October 25, 2026

ช่องโหว่ร้ายแรง ใน runC เปิดช่องให้แฮกเกอร์เจาะคอนเทนเนอร์ได้

นักวิจัยด้านความปลอดภัยเปิดเผยช่องโหว่ร้ายแรง 3 จุดใน runC ซึ่งเป็น Container Runtime ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายใน Docker, Kubernetes และแพลตฟอร์มคอนเทนเนอร์อื่นๆ ช่องโหว่เหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถ “แหกคอนเทนเนอร์” (Container Escape) เพื่อเข้าถึงระบบโฮสต์ได้ในระดับ Root อย่างสมบูรณ์

​

runC คืออะไรและสำคัญอย่างไร

runC เป็นเครื่องมือ CLI (Command Line Interface) ที่ใช้สำหรับสร้างและรันคอนเทนเนอร์ตามมาตรฐาน Open Container Initiative (OCI) มันทำหน้าที่จัดการการทำงานระดับต่ำสุด เช่น การสร้างกระบวนการคอนเทนเนอร์ การตั้งค่า Namespaces, Mounts และ Cgroups ที่เครื่องมือระดับสูงอย่าง Docker และ Kubernetes เรียกใช้งาน ปัจจุบัน runC ถูกใช้อยู่ในระบบคอนเทนเนอร์เกือบทุกแพลตฟอร์มทั่วโลก

​

3 ช่องโหว่ร้ายแรงที่เพิ่งถูกเปิดเผย

Aleksa Sarai วิศวกรซอฟต์แวร์อาวุโสจาก SUSE Linux และสมาชิกคณะกรรมการ Open Container Initiative ได้เปิดเผยช่องโหว่ทั้งสามรหัส CVE-2025-31133, CVE-2025-52565 และ CVE-2025-52881 ซึ่งทั้งหมดได้รับคะแนน CVSS สูง และทีมพัฒนาได้ออกแพตช์มากกว่า 20 ฉบับเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว

​

CVE-2025-31133 เป็นช่องโหว่ที่เกิดจากการตรวจสอบไฟล์ /dev/null ไม่เพียงพอ ผู้โจมตีสามารถแทนที่ไฟล์นี้ด้วย Symlink ที่ชี้ไปยังไฟล์สำคัญของระบบโฮสต์ได้ ทำให้ runC เปิดสิทธิ์เขียนข้อมูลไปยังไฟล์เหล่านั้นโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะไฟล์อย่าง /proc/sys/kernel/core_pattern ซึ่งสามารถใช้แหกคอนเทนเนอร์ได้อย่างสมบูรณ์ ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ runC ทุกเวอร์ชันที่รู้จัก

​

CVE-2025-52565 มีแนวคิดการโจมตีคล้ายกับ CVE-2025-31133 แต่โจมตีผ่านการ bind-mount ของ /dev/console แทน หากผู้โจมตีแทนที่ /dev/pts/$n ด้วย Symlink runC จะทำการ bind-mount เป้าหมายของ Symlink นั้นไว้บน /dev/console ทำให้สามารถเข้าถึงไฟล์สำคัญอย่าง /proc/sys/kernel/core_pattern หรือ /proc/sysrq-trigger ได้ ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ runC เวอร์ชัน 1.0.0-rc3 และใหม่กว่า

​

CVE-2025-52881 เป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถหลอก runC ให้เปลี่ยนเส้นทางการเขียนข้อมูลไปยังไฟล์ระบบที่อันตราย เช่น /proc/sysrq-trigger ซึ่งสามารถใช้ทำให้ระบบโฮสต์หยุดทำงานหรือเกิดความเสียหายได้ ช่องโหว่นี้เกิดจาก Race Condition (TOCTOU) ที่ซับซ้อน ซึ่งใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาระหว่างที่ runC ตรวจสอบเส้นทางไฟล์กับเวลาที่มันเขียนข้อมูลจริง และส่งผลกระทบต่อ runC ทุกเวอร์ชัน

​

แพตช์และมาตรการรับมือเร่งด่วน

ผู้ดูแลระบบที่ใช้ runC ควรอัปเดตไปยังเวอร์ชัน 1.2.8, 1.3.3 หรือ 1.4.0-rc.3 หรือใหม่กว่าทันที

Amazon Web Services (AWS) ได้ออกประกาศแจ้งลูกค้าว่าไม่มีความเสี่ยงข้ามลูกค้า (Cross-Customer Risks) แต่แนะนำให้อัปเดตสภาพแวดล้อมไปยัง runC เวอร์ชันใหม่โดยเร็ว ผู้ให้บริการคลาวด์อื่นๆ รวมถึง ECS และ EKS ได้ปล่อยอัปเดตออกมาแล้วตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2025

​

นอกจากการอัปเดตแล้ว Sysdig บริษัทด้านความปลอดภัยยังแนะนำให้เปิดใช้งาน User Namespaces สำหรับคอนเทนเนอร์ทั้งหมด เพราะจะช่วยบล็อกช่องทางการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดได้ เนื่องจากกระบวนการใน User Namespace จะไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ procfs ที่จำเป็นต่อการโจมตีได้ นอกจากนี้ควรใช้ Rootless Container เมื่อเป็นไปได้เพื่อจำกัดขอบเขตของช่องโหว่

​

ความเสี่ยงและผลกระทบต่อธุรกิจ

แม้ว่าจะยังไม่พบการโจมตีจริงที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เหล่านี้ แต่ความเสี่ยงหลักคือผู้โจมตีสามารถหลอก runC และข้ามกลไกการแยกคอนเทนเนอร์ได้ การแหกคอนเทนเนอร์สำเร็จไม่เพียงกระทบต่อคอนเทนเนอร์ที่ถูกโจมตีเท่านั้น แต่อาจส่งผลต่อระบบโฮสต์ทั้งหมดและคอนเทนเนอร์อื่นๆ ที่อยู่ร่วมกัน ในสภาพแวดล้อมแบบ Multi-Tenant การแหกคอนเทนเนอร์อาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลข้ามลูกค้าและความรับผิดทางกฎหมายอย่างร้ายแรง

​

ผู้โจมตีที่สามารถแหกคอนเทนเนอร์ได้อาจติดตั้ง Cryptominer, สร้าง Backdoor ถาวร หรือขโมยข้อมูลจากหลาย Workload พร้อมกัน สำหรับองค์กรที่ใช้ Kubernetes Cluster การโจมตีแบบนี้อาจทำให้ระบบถูกบุกรุกได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับเครื่องมือโจมตีอัตโนมัติหรือการตั้งค่าสิทธิ์ที่ผิดพลาดในสภาพแวดล้อม Production

ที่มา

ที่มา