ยุโรปยืนหยัดไม่ง้อ Big Tech อเมริกาเดินหน้าสู่ยุคอธิปไตยทางดิจิทัล
ยุโรปกำลังเกิดกระแสใหม่ที่น่าจับตาในวงการไอที เมื่อผู้ใช้ออนไลน์และชุมชนเทคโนโลยีเริ่มผลักดันแนวคิด “เลิกพึ่งพา Big Tech จากสหรัฐฯ” และเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกจากผู้ให้บริการในยุโรปมากขึ้น คำว่า digital sovereignty หรือ “อธิปไตยทางดิจิทัล” กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ใช้งานและนักพัฒนา เพราะสะท้อนถึงความต้องการในการควบคุมข้อมูลส่วนตัว ปกป้องสิทธิ์ผู้บริโภค และลดการพึ่งพาระบบที่ถูกครอบงำโดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เช่น Google, Microsoft หรือ AWS ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดสำคัญในยุโรปมายาวนาน
กระแสดังกล่าวไม่ใช่แค่คำพูดบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ได้แปรเป็นการปฏิบัติในโลกจริง ผู้ใช้งานในยุโรปเริ่มแชร์ “รายชื่อทางเลือก” ของบริการที่พัฒนาในท้องถิ่น ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระบบอีเมลไปจนถึงพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจาก Gmail ไปใช้บริการอย่าง Mailbox.org, Posteo หรือ Proton Mail ที่ตั้งอยู่ในยุโรป และเปลี่ยนจาก Google Search ไปใช้ Qwant ของฝรั่งเศส หรือ Ecosia ของเยอรมนี รวมถึงเบราว์เซอร์ที่เน้นความเป็นส่วนตัวอย่าง Vivaldi หรือ Mullvad แทน Chrome ของ Google
แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้บริโภคทั่วไปเท่านั้น กลุ่มนักพัฒนายังสร้างแพลตฟอร์มเฉพาะที่ช่วยแนะนำทางเลือกสำหรับทุกบริการที่เราคุ้นเคย เว็บไซต์อย่าง european-alternatives.eu จัดทำรายการทางเลือกที่พัฒนาขึ้นในยุโรปเพื่อให้ผู้คนสามารถย้ายบริการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น ทางเลือกของคลาวด์สตอเรจอย่าง Scaleway, OVHcloud หรือ UpCloud และแม้แต่แพลตฟอร์มวิดีโออย่าง PeerTube ก็ถูกหยิบมาพูดถึงเพื่อทดแทน YouTube
ท้องถิ่นไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์เทคโนโลยียุโรป
สิ่งที่น่าสนใจคือแนวทาง “เลิกพึ่ง Big Tech” ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเป็นปัจเจกเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระดับภูมิภาคในยุโรป นักอุตสาหกรรมและนักนโยบายหลายฝ่ายเชื่อว่าการสนับสนุนบริการและโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาภายในยุโรปสามารถเสริมสร้างเศรษฐกิจและความแข็งแกร่งทางเทคโนโลยีของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน การใช้บริการที่ตั้งอยู่ภายใต้กฎหมายยุโรปโดยตรงทำให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์ทางกฎหมายมากขึ้น อีกทั้งรายได้จากธุรกิจเหล่านี้ยังช่วยหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจยุโรปเอง

