February 26, 2026

5 แนวปฏิบัติความปลอดภัยเครือข่ายที่องค์กรไม่ควรมองข้ามในปี 2026

การก้าวเข้าสู่ปีใหม่คือจังหวะสำคัญที่องค์กรควรกลับมาทบทวนระบบความปลอดภัยเครือข่ายของตนเองอีกครั้ง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภัยคุกคามมีความซับซ้อนมากขึ้น และการโจมตีสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การวางรากฐานด้าน Network Security ให้แข็งแรงตั้งแต่ต้นปีจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยลดความเสี่ยง ปกป้องข้อมูล และรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจในระยะยาว

1. เสริมความแข็งแกร่งให้ไฟร์วอลล์ (Firewall Configuration)

ไฟร์วอลล์ยังคงเป็นแนวป้องกันด่านแรกของเครือข่ายองค์กร การกำหนดค่าไฟร์วอลล์อย่างเหมาะสมและรัดกุมช่วยป้องกันการเข้าถึงจากภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาต องค์กรควรกำหนดกฎการใช้งานให้ชัดเจน ทั้งในระดับเครือข่าย ระดับแอปพลิเคชัน และระดับการเชื่อมต่อ พร้อมตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีพอร์ตหรือบริการที่เปิดทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น

การปรับแต่งไฟร์วอลล์ไม่ควรทำเพียงครั้งเดียว แต่ควรมีการทบทวนและอัปเดตอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สอดคล้องกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

2. ใช้งานระบบตรวจจับและป้องกันการบุกรุก (IDS/IPS)

ระบบตรวจจับการบุกรุก (IDS) และระบบป้องกันการบุกรุก (IPS) มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังทราฟฟิกเครือข่ายและตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ IDS ทำหน้าที่แจ้งเตือนเมื่อพบกิจกรรมต้องสงสัย ขณะที่ IPS จะสามารถตอบสนองโดยการบล็อกทราฟฟิกที่เป็นอันตรายได้ทันที

การใช้งานระบบเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถรับรู้การโจมตีได้รวดเร็ว ลดเวลาการตอบสนอง และป้องกันความเสียหายก่อนที่ภัยคุกคามจะลุกลามไปยังระบบอื่น

3. ควบคุมการเข้าถึงด้วยการจัดการสิทธิ์ที่เหมาะสม (Access Control)

การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงเป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัยเครือข่าย องค์กรควรกำหนดสิทธิ์การใช้งานตามบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงเฉพาะทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น แนวคิด “สิทธิ์ขั้นต่ำที่จำเป็น” หรือ Least Privilege จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีผ่านบัญชีผู้ใช้ภายใน และจำกัดความเสียหายหากบัญชีใดบัญชีหนึ่งถูกเจาะระบบ

4. เตรียมพร้อมรับมือการโจมตีแบบ DDoS

การโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (DDoS) ยังคงเป็นภัยคุกคามที่สร้างผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะองค์กรที่พึ่งพาการให้บริการออนไลน์ การมีระบบตรวจสอบทราฟฟิกอย่างต่อเนื่องและสามารถแยกแยะพฤติกรรมที่ผิดปกติได้จะช่วยให้องค์กรตอบสนองต่อการโจมตีได้รวดเร็ว

นอกจากนี้ การมีแผนรับมือและทีมงานด้านความปลอดภัยที่พร้อมปฏิบัติการยังช่วยลดระยะเวลาที่ระบบล่มและรักษาความพร้อมใช้งานของบริการได้ดียิ่งขึ้น

5. แยกเครือข่ายเพื่อลดความเสี่ยง (Network Segregation)

การแยกเครือข่ายออกเป็นหลายส่วนหรือหลายโซนช่วยจำกัดขอบเขตความเสียหายหากเกิดการเจาะระบบขึ้นจริง เมื่อภัยคุกคามเกิดขึ้นในส่วนใดส่วนหนึ่งของเครือข่าย การแบ่งแยกที่ชัดเจนจะช่วยป้องกันไม่ให้การโจมตีแพร่กระจายไปยังระบบสำคัญอื่น ๆ ได้ง่าย แนวทางนี้ยังช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบ ควบคุม และบริหารจัดการเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การนำแนวปฏิบัติทั้งห้านี้ไปใช้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการวางนโยบาย การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และการสร้างวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยภายในองค์กร การเริ่มต้นปีใหม่ด้วยระบบเครือข่ายที่แข็งแรงและพร้อมรับมือภัยคุกคาม จะช่วยให้องค์กรเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นคงในโลกดิจิทัลที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทุกวัน

ที่มา